เคล็ดลับผมสวย 10 ประการ
คนส่วนมากมักมาพบแพทย์ผิวหนังด้วยเรื่องปัญหาผมร่วงหรือผมบางซึ่งมีสาเหตุมากมาย
เช่น ผมร่วงเฉพาะที่ (Alopecia areta) ผมบางแบบกรรมพันธุ์
ผมร่วงจากความเครียด เป็นต้น
ซึ่งการรักษาส่วนมากต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
และระหว่างนี้คนเหล่านี้ก็มักจะถามว่าควรดูแลสุขภาพผมให้ดีได้อย่างไร? ซึ่งเป็นคำถามที่แพทย์ผิวหนังจะโดนถามบ่อยมาก
ผมจึงรวบรวมเคล็ดลับการดูแลผมซึ่งสามารถใช้ได้กับผมปกติ
เพื่อที่เส้นผมเหล่านี้จะอยู่กับคุณต่อไปได้นานๆ ครับ
อย่ายุ่งกับผมมากนัก
เวลาที่คุณไปร้านทำผมนั้น
ช่างทำผมมักแนะนำให้ทำผมต่างๆ มากมายนอกจากการสระหรือตัดผม เช่น ย้อม ดัด หมัก
และในปัจจุบันมีการทำสปาหนังศีรษะและผมอีก
ซึ่งผมมักแนะนำว่าให้ทำได้แต่อย่าทำบ่อยเกินไป
อย่าลืมว่าผมของคุณนั้นเป็นส่วนที่ตายแล้ว
ถ้าคุณไปดัดหรือย้อมผมมากเกินไปจนเสียแตกหรือหักแล้วก็ไม่สามารถจะซ่อมแซมได้ครับ
เลือกหวี (comb) ที่ดี
สิ่งที่ทำอันตรายต่อเส้นผมหรือหนังศีรษะที่สำคัญประการหนึ่งคือการหวีผม
เพราะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน
ก่อนอื่นควรเลือกหวีที่มีฟันกว้างพอสมควร
เพราะถ้าคุณเลือกหวีที่ฟันแคบไปก็จะเป็นอันตรายต่อเส้นผมหรือหนังศีรษะได้ และถ้าสามารถเลือกหวีที่มีสารเทฟลอน
(Teflon) เคลือบไว้ที่ฟันด้วยก็จะช่วยลดแรงเสียดทานต่างๆ
ได้มากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ว่าต้องหวีผมให้ได้ถึงวันละ
100 หนเพื่อให้ผมมีสุขภาพที่ดี เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ
เพราะถ้าคุณหวีวันละ 100 หนเป็นเวลานานๆ ผมจะร่วงมากกว่าครับ
เพราะเป็นการทำอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ โดยทั่วไปผมแนะนำให้หวีวันละ 5-10
ครั้งก็พอแล้ว
เลือกแปรง (brush) ที่ดี
ลักษณะของแปรงผมที่ดี
ควรมีตัวฟันแปรงห่างกันพอสมควร และทำด้วยพลาสติกที่มีปลายเป็นจุดบอลเล็กๆ
ติดอยู่เพื่อลดโอกาสที่จะขีดข่วนทำอันตรายต่อหนังศีรษะของคุณ
ปัจจุบันแปรงที่กำลังนิยมกันมากคือแปรงที่ทำจากไม้ซี่เล็กๆ มีปลายค่อนข้างแหลม
เพราะเชื่อว่าเป็นผลิตธรรมชาติที่ดี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ วิธีง่ายๆ
ในการเลือกซื้อ
ก็คือลองแปรงผมของคุณ
ถ้าคุณรู้สึกเจ็บหรือปวดก็แสดงว่าแปรงนั้นไม่เหมาะกับหนังศีรษะของคุณ
อย่าหวีผมตอนผมเปียก
เวลาหลังสระผมนั้นผมมักจะเปียกและพันกัน
คนส่วนมากมักจะหวีหรือแปรงผมเพื่อที่จะให้ผมดูดี
แต่เวลาที่ผมเปียกนั้นเป็นช่วงที่เส้นผมจะอ่อนแอมากไม่ควรไปทำอะไรกับเส้นผมช่วงนั้นมาก
อาจจะใช้นิ้วมือช่วยสางผมจากโคนผมถึงปลายผม
และเมื่อเวลาที่ผมเกือบแห้งแล้วจึงค่อยใช้หวีหรือแปรงผมจะดีกว่าครับ
ไม่ควรเป่าผมด้วยความร้อน
คนส่วนใหญ่นิยมเป่าผมให้แห้งโดยใช้ความร้อนสูง
โดยใช้เครื่องเป่าผมที่บ้านหรือใช้ที่ครอบผม (hood) ในร้านทำผม
ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดเพราะความร้อนจะสลายเส้นผมได้
และทำให้น้ำในเส้นผมระเหยออกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิด "bubble
hair" ซึ่งจะทำให้เส้นผมแตกหักได้
ความจริงแล้วควรใช้ที่เป่าผมให้ลมออกมาในอุณหภูมิปกติ (แต่ผู้ใช้ส่วนมากมักไม่ชอบ)
ผมจึงแนะนำให้ใช้ความร้อนน้อยที่สุดก็แล้วกันครับ
อย่าแกะหรือเกาหนังศีรษะ
ในคนที่มีรังแคหรือผิวหนังอักเสบที่ศีรษะบางคนจะมีอาการคันที่หนังศีรษะร่วมด้วย
และมักจะคอยแกะหรือเกาทำให้ผมร่วงได้ ซึ่งบางทีจะรักษายากกว่าอาการรังแคเองเสียอีก
ถ้าคุณมีรังแคหรือคันศีรษะมาก ควรพบแพทย์ผิวหนังดีกว่า
เพราะอาจจำเป็นต้องใช้โลชั่นในกลุ่มของสเตียรอยด์ร่วมกับแชมพูยาสระผม
และในรายที่มีอาการคันมากอาจต้องใช้ยา antihistamine ชนิดรับประทานเพื่อช่วยอาการคันในช่วงแรกครับ
ลองใช้ conditioning shampoo ดู
ส่วนมากคนที่มาหาหมอผิวหนังนั้นมักมีผมที่เสียมากพอสมควร
การใช้แชมพูที่ผสมครีมนวดผม (conditioner) จะช่วยได้
แต่หมอผิวหนังก็มักแนะนำให้ใช้แยกกันโดยใช้ครีมนวดผม (conditioner) ตามหลังแชมพู
ควรใช้ instant conditioner ตามหลังการสระผม
instant conditioner ก็คือ conditioner
ที่ใช้ทันทีหลังสระผม ซึ่งพวกนี้ระยะหลังๆ มักมีสารซิลิโคน(silicon)ประกอบด้วย
การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้สภาพเส้นผมดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อยครับ
ลองใช้ deep conditioner อาทิตย์ละหน
การใช้ deep conditioner จะเหมาะกับผมที่ได้รับการดัด ย้อม
หรือทำเป็นเส้นตรง โดยการหมักไว้ประมาณ 20-30นาที ซึ่งมี 2
ชนิด คือ ชนิดน้ำมัน (oil) หรือโปรตีน (protein)
โดยมากผมมักแนะนำให้ใช้แบบโปรตีนเพราะใช้ได้ทุกสภาพเส้นผม
ส่วนชนิดน้ำมันเหมาะกับผมหยักศกที่ยืดเป็นผมเส้นตรง
ตัดผมเสียที่ปลายผมออกไป
คนส่วนมากมักไม่ค่อยอยากตัดผมที่เสียบริเวณปลายผมทิ้งเพราะอยากเก็บผมไว้นานๆ
แต่หมอผิวหนังมักแนะนำให้ตัดเล็มออกไป เพราะผมที่เสียแล้วไม่มีประโยชน์
แถมยังทำให้ผมฟูฟ่องจัดทรงได้ยากอีกด้วยครับ
ที่มา : ทีทีที ออนไลน์
(นพ.ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง)